Music theory: Major scale


สวัสดีทุกท่านครับ ตอนนี้ขอเปลี่ยนบรรยากาศมาพูดเรื่องทฤษฎีดนตรีกันบ้าง บางคนอาจจะบอกว่าน่าเบื่อ แต่ที่จริงแล้วถ้าเข้าใจหลักการของมันแล้วก็จะรู้สึกว่าไม่ยากอย่างที่คิด ส่วนที่ยากกว่าคือการปฏิบัติมากกว่า

พอเริ่มเข้าทฤษฎี หลายคนอาจจะเริ่มง่วง ก็จะพยายามเล่าให้เข้าใจกันง่ายๆแล้วกันครับ แต่ถ้าใครรู้แล้วก็อ่านข้ามๆไปก็ได้  จะเริ่มจาก major scale แล้วกันครับ

สำหรับ major scale หลายคนคงจะคุ้นเคยกันดี เพราะน่าจะเคยได้ยินมาตั้งแต่เด็กๆว่า โน้ตมี 7 เสียง คือ โด เร มี ฟา ซอล ลา ที (โด) หรือที่นิยมเขียนกันเป็นตัวอักษร C D E F G A B (C) โดย C=โด, D=เร, E=มี , F=ฟา, G=ซอล, A=ลา และ B=ที

แต่ที่จริงแล้ว โน้ตสากลจะมี 12 เสียง โดยจะมีเสียงที่อยู่ระหว่างโน้ตที่เราคุ้นเคยอยู่อีก 5 เสียง ซึ่งจะเป็นครึ่งเสียงของโน้ตปกติ

โน้ตที่เป็นครึ่งเสียง จะเรียกได้สองแบบ คือถ้าเสียงสูงขึ้นกว่าเสียงเดิมครึ่งเสียงก็จะเรียก sharp (#) เช่น เสียงโดชาร์ฟ ก็คือโน้ตที่มีเสียงสูงกว่าเสียงโดอยู่ครึ่งเสียง

ส่วนถ้าโน้ตที่เสียงต่ำกว่าเดิมครึ่งเสียง ก็จะเรียก flat (b) เช่น เสียงเรแฟลต ก็คือโน้ตที่มีเสียงต่ำกว่าเสียงเรอยู่ครึ่งเสียงนั่นเอง

แต่ถ้าเราทราบว่า เสียงโน้ตโด กับ เร เสียงห่างกันเต็มเสียง (2 ครึ่งเสียง) ดังนั้น เสียงโดชาร์ฟ ก็จะมีเสียงเดียวกันกับเรแฟลตนั่นเอง หรือที่เรียกกันว่า enharmonic note คือโน้ตตัวเดียวกัน แต่เรียกกันคนละชื่อ

ต่อมาก็คือ เครื่องหมาย #, b เมื่อเขียนลงในบรรทัดห้าเส้นแล้ว โน้ตทุกตัวในห้องนั้นก็ต้องเปลี่ยนทั้งหมด ปัญหาคือ ถ้าอยากจะเล่นโน้ตเดิมจะทำอย่างไร ก็ไม่ยากเลย แค่ใส่เครื่องหมาย natural เสียงก็จะกลับมาเป็นตัวเดิม

กลับมาที่ major scale ที่เกริ่นไว้ตอนแรกว่า มีโน้ตที่แทรกอยู่อีก 5 ตัว นั่นก็คือ

C# D# F# G# A#

หรือถ้าจะเขียนอีกแบบก็คือ

Db Eb Gb Ab Bb

ดังนั้น โน้ตทั้ง 12 ตัว ก็จะมีดังนี้

C C# D D# E F F# G G# A A# B C หรือ

C Db D Eb E F Gb G Ab A Bb B C นั่นเอง

โดยถ้าเราไม่เขียนโน้ตที่เป็นครึ่งเสียง จะได้ดังนี้

C – D – E F – G – A – B C

ก็จะได้สูตรของ major scale คือ โน้ตตัวที่ 3-4 กับ 7-8(1) ห่างกันครึ่งเสียง ที่เหลือห่างกันเต็มเสียง

หรือบางคนก็จะจำระยะห่างทั้งหมดเลย เป็น เต็ม-เต็ม-ครึ่ง-เต็ม-เต็ม-เต็ม-ครึ่ง ก็แล้วแต่ถนัด

นั่นคือ ไม่ว่าเราจะเริ่มจากโน้ตตัวใด ถ้าเราเล่นให้มีระยะห่างเหมือนแบบนี้ ก็จะเป็น major scale ทั้งหมด จะต่างกันก็แค่เสียงเริ่มว่าสูง-ต่ำแค่ไหน

ตัวอย่างเช่น ปกติเราจะเริ่มต้นจาก C=โด, D=เร ….. เราก็จะเรียกว่า C major scale

แต่ถ้าเราเริ่มต้นจากโน้ตอื่น เช่น D=โด, E=เร ….. ก็จะเปลี่ยนชื่อเรียกเป็น D major scale ซึ่งเสียงก็จะไล่เหมือนกัน แต่เสียงจะสูงขึ้นกว่าเดิม

หลักการดังกล่าวเรียกว่า move DO ซึ่งก็คือ เราจะให้เสียงโดเปลี่ยนไปได้เรื่อยๆตาม scale ที่เปลี่ยนไป เพื่อที่จะได้จำได้ง่ายขึ้น

แต่บางคนก็อาจจะงง ว่าทำไมโดถึงมีเสียงเปลี่ยนไปเรื่อยๆ หลายคนจึงนิยมใช้ตัวเลขแทนมากกว่า

โดยให้ 1=โด, 2=เร, 3=มี, 4=ฟา, 5=ซอล, 6=ลา, 7=ที ซึ่งตัวเลขก็คือลำดับในสเกลนั่นเอง อย่างตัวที่ห้าของสเกลก็คือซอลเป็นต้น

เมื่อกำหนดให้เป็นตัวเลขแล้ว ก็จะทำให้เข้าใจมากขึ้น เช่นถ้าจะเล่นเพลง ABC ที่มีโน้ตดังนี้

โด โด ซอล ซอล ลา ลา ซอล, ฟา ฟา มี มี เร เร โด

หรือถ้าเขียนเป็นตัวเลขก็

1 1 5 5 6 6 5, 4 4 3 3 2 2 1

หมายความว่า ถ้าเราเล่นโน้ตไล่ตามนี้ จากตัวที่ 1 ของสเกล ไปตัวที่ 5 ของสเกล ตามที่เขียนไว้เรื่อยๆ ไม่ว่าเราจะเริ่มจากโน้ตตัวไหน หรือใช้คีย์อะไร ก็ยังเป็นเพลง ABC อยู่ดี

ซึ่งข้อดีของ harmonica ก็คือ มันมีหลายคีย์ ดังนั้น ถ้าเราเล่น harmonica คีย์ C ได้ แล้วเราจะเปลี่ยนคีย์ เช่นเป็นคีย์ A เราก็แค่เปลี่ยนมาเล่น harmonica คีย์ A ตามเดิม ช่องไหนเล่นยังไงก็เล่นอย่างนั้น เพลงก็จะเป็นเพลงเดิม แต่จะเปลี่ยนจากคีย์ C มาเป็นคีย์ A โดยที่เราไม่ต้องสนใจเลยด้วยซ้ำว่า โน้ตที่เปลี่ยนไปมันเป็นโน้ตอะไรไปแล้ว เพราะผลลัพธ์ก็คือ เราเล่นเพลงนั้นได้ ก็พอแล้ว เพราะถ้าเราใช้หลักที่ได้กล่าวมาก็คือ เราเล่นโน้ตลำดับที่ 1 1 5 5 6 6 5 เหมือนเดิม ซึ่งใน harmonica โน้ตลำดับที่ 1 ก็คือ เป่าช่องที่ 4 หรือ โน้ตลำดับที่ 5 ก็คือเป่าช่องที่ 6 ไม่ว่าจะเป็น harmonica คีย์ไหนก็ตาม

อย่างบางเพลงที่มีการเปลี่ยนคีย์ของเพลงไปเรื่อยๆ แต่ยังใช้ทำนองเดิม เราก็แค่เปลี่ยน harmonica ตามคีย์ของเพลงก็พอ ที่เหลือก็เล่นเหมือนเดิมเลย ง่ายมาก แต่ถ้าเป็นเครื่องดนตรีอื่น เวลาเปลี่ยนคีย์ ก็ต้องจำโน้ตใหม่หมด ก็จะยุ่งยากกว่า

กลับมาที่ major scale กันต่อ

ตอนนี้เรารู้จัก major scale ที่คุ้นเคยอยู่แล้ว นั่นก็คือ C major scale

C – D – E F – G – A – B C

และเราก็พอรู้ว่า ตัวโน้ตใดเป็นตัวที่เท่าไหร่ของสเกล เช่น ตัวที่ห้าก็คือ G (C D E F G)

สเกลที่จะมาพูดกันต่อก็คือ G major scale นั่นเอง ก็จะมีโน้ตดังนี้

G – A – B C – D – E -F# G

ซึ่งก็ตามสูตรคือ ตัวที่ 3-4 (B>C) ห่างกันครึ่งเสียง และตัวที่ 7-8 ก็ต้องห่างกันครึ่งเสียง ซึ่งทำให้โน้ตฟาต้องกลายมาเป็นฟาชาร์ฟแทน จึงจะเป็นตามสูตร

และเราก็จะสังเกตุเห็นว่า จาก C major scale แล้วเรานับมาเป็นตัวที่ 5 (G major scale) ทั้งสองสเกลจะมีโน้ตต่างกันแค่หนึ่งตัว ก็คือ F# นั่นเอง

ดังนั้น เราอาจจะเรียก G major scale ว่าเป็น scale 1 sharp ก็ได้

และถ้าเรานับต่อมาจาก G major scale มาอีกเป็นตัวที่ห้า (G A B C D) สเกลถัดมาก็คือ D major scale ก็จะมีโน้ตดังนี้

D – E – F# G – A – B – C# D

ซึ่งก็เหมือนเดิม ก็คือซ้ำกับ G major scale เกือบทุกตัวยกเว้น C# และก็จะมีท้้งหมด 2 sharps

ดังนั้น ถ้าเราจะนับไปทีละห้า สเกลใหม่ก็จะมีชาร์ฟเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งตัวไปเรื่อยๆ ซึ่งจะเรียกว่า circle of fifth ดังนี้

C major scale

C – D – E F – G – A – B C

G major scale (1#)

G – A – B C – D – E F# G

D major scale (2#)

D – E – F# G – A – B – C# D

A major scale (3#)

A – B – C# D – E – F# -G# A

E major scalr (4#)

E – F# – G# A – B – C# – D# E

B major scale (5#)

B – C# – D# E – F# – G# – A# B

F# major scale (6#)

F# – G# – A# B – C# – D# – E# F#

ซึ่งตัว E# ก็คือ F นั่นเอง แต่จะเขียนเป็น E# เพื่อจะได้ง่ายในการอ่านโน้ต

ในทางกลับกัน ถ้าเรานับถอยกลับมาห้าตัว เช่น จาก D>G หรือจาก G>C ก็จะเห็นว่า จำนวนชาร์ฟลดไปทีละหนึ่งตัว

ดังนั้น จาก C>F (C B A G F) ก็จะมีโน้ตของ F major scale ดังนี้

F – G – A Bb – C – D – E F

ก็จะมี 1 แฟลตแทน

แล้วถ้านับถอยต่ออีกห้า ก็จะเป็น Bb (F E D C Bb) ซึ่ง Bb major scale ก็จะมีโน้ตดังนี้

Bb – C – D Eb – F – G – A Bb

ก็จะเป็นสเกล 2 แฟลต นั่นเอง

ดังนั้น สเกลทางแฟลตจะมีดังนี้

F major scale (1b)

F – G – A Bb – C – D – E F

Bb major scale (2b)

Bb – C – D Eb – F – G – A Bb

Eb major scale (3b)

Eb – F – G Ab – Bb – C – D Eb

Ab major scale (4b)

Ab – Bb – C Db – Eb – F – G Ab

Db major scale (5b)

Db – Eb – F Gb – Ab – Bb – C Db

Gb major scale (6b)

Gb – Ab – Bb Cb – Db – Eb – F Gb

ซึ่ง Cb ก็คือ B และ Gb major scale ก็คือ F# major scale นั่นเอง

ขอเพิ่มเป็นรูปด้วยแล้วกันครับ จะได้อ่านกันง่ายขึ้น

สุดท้ายก็ขอให้ลองทบทวนกันดู ว่าในสเกลไหนมีโน้ตอะไรบ้าง มีกี่ชาร์ฟหรือกี่แฟลต โน้ตลำดับต่างๆของสเกลเป็นตัวไหนบ้าง แล้วจะมาว่ากันต่อครับ

หยุด Groove Riders


หลังจากที่ได้ติดค้างไว้หลายคน ก็ขอทยอยเขียนออกมาเรื่อยๆแล้วกันครับ

เพลงนี้เป็นเพลงของวง Groove Riders ซึ่งดังมาก หลายงานแต่งงานก็ต้องมีเพลงนี้ประกอบ ยิ่งได้เป็นเพลงประกอบหนัง “ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น” ก็ยิ่งทำให้เพลงดังมากขึ้นไปอีก

เพลงนี้ต้นฉบับอยู่ในคีย์ G ทำให้การเอา harmonica คีย์ C มาเล่นจึงมีข้อจำกัดเล็กน้อย บางโน้ตอาจจะต้องปรับบ้างนะครับ

หยุด: Groove Riders
key C harmonica
intro
1 2> 3> 2> 3   1 2> 3> 3bb   3bb 3 3bb 3>   2> 3bb 3 2b
1 2> 3> 2> 3   1 2> 3> 3bb   3bb 3 3bb 3>   2> 3bb 3 3>

ฉันนั่งยิ้มลำพัง หัวเราะลำพัง
3 3 3 3> 3>   3bb 3bb 2b 2b

สดชื่นกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
1 2> 3> 2> 3> 3> 1> 1

ตั้งแต่ได้พบกับเธอนั้น
3> 3> 3bb 3 3> 3> 5>

เรื่องจริงกับความฝัน
3> 2b 2b 2b 4

เกิดขึ้นด้วยกันทันตา
2> 2> 2> 2b 3> 3> (3 3bb 2)


* ฉันอยากจะหยุดเวลานี้
3> 2> 2> 2> 2b 3> 3bb

ตั้งแต่วินาทีที่ชีวิตมีเธอเข้ามา
2> 2> 3 3bb 3>    2> 3 3bb 3> 3bb 3> 2>

เธอทำให้คนที่เหนื่อยล้า
3> 3> 2> 3> 3> 2> 3bb

นั้นกล้าจะเปิดหัวใจ
3 3bb 3> 2> 3> 1 (2> 1)

** หยุด หยุดชีวิต หยุดกับคนนี้
3> 3> 3 4   2b 2b 3bb 4>

หากแม้ว่าใครจะดีสักแค่ไหน
3> 2> 3> 2> 3> 2> 1 3 (3 3bb 2)

หยุด หยุดความรักทั้งหัวใจ
3> 3> 3 5> 6> 5> 4

จะหยุดอยู่กับเธอคนเดียว
2> 2> 2> 2b 3> 3>


ฉันนั้นรู้ทันที รักทันที
3 3 3 3> 3>   3bb 3bb 2b 2b

เธอคือความโชคดีที่เข้ามา
1 2> 3> 2> 3> 3> 3> 1

ตั้งแต่ได้พบกับเธอนั้น
3> 3> 3bb 3 3> 3> 5>

ชีวิตนั่นคือความฝัน
3> 2b 2b 2b 4

ที่เกิดขึ้นตอนลืมตา
2> 2> 2> 2b 3> 3> (3 3bb 2)

( ซ้ำ * , ** )

Solo
2> 2b 3> 4    1 2> 2b 3
1> 1 2> 1   1> 2

2> 2b 3>   2> 2b 3>
1 2b 3>   1 2b 3>
1 1> 2> 2b   3> 3bb 3 4 5> 6>

Solo

ก็จะมี bend เยอะหน่อยนะครับ ถือว่าเป็นการฝึกก็แล้วกัน

แต่ถ้าใครมี harmonica คีย์ G อยู่แล้ว ก็จะเล่นได้ง่ายกว่าครับ

หยุด: Groove Riders
key G harmonica

intro
3> 3bb 4> 3bb 5>   3> 3bb 4> 4   4 5> 4 4>   2bb 4 5> 3
3> 3bb 4> 3bb 5>   3> 3bb 4> 4   4 5> 4 4>   2bb 4 5> 4>

ฉันนั่งยิ้มลำพัง หัวเราะลำพัง
5> 5> 5> 4> 4>   4 4 3 3

สดชื่นกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
3> 3bb 4> 3bb 4> 4> 2> 3>

ตั้งแต่ได้พบกับเธอนั้น
4> 4> 4 5> 4> 4> 6

เรื่องจริงกับความฝัน
4> 3 3 3 6>

เกิดขึ้นด้วยกันทันตา
3bb 3bb 3bb 3 4> 4> (5> 4 4>)


* ฉันอยากจะหยุดเวลานี้
4> 3bb 3 3bb 3 4> 4

ตั้งแต่วินาทีที่ชีวิตมีเธอเข้ามา
3bb 3bb 5> 4 4>    3bb 5> 4 4> 4 4> 3bb

เธอทำให้คนที่เหนื่อยล้า
4> 4> 3bb 4> 4> 3bb 4

นั้นกล้าจะเปิดหัวใจ
5> 4 4> 3bb 4> 3> (3bb 3>)

** หยุด หยุดชีวิต หยุดกับคนนี้
4> 4> 5> 6>   3 3 4 5

หากแม้ว่าใครจะดีสักแค่ไหน
4> 3bb 4> 3bb 4> 3bb 3> 5> (5> 4 4>)

หยุด หยุดความรักทั้งหัวใจ
4> 4> 5> 6 7 7> 6>

จะหยุดอยู่กับเธอคนเดียว
3bb 3bb 3bb 3 4> 4>


ฉันนั้นรู้ทันที รักทันที
5> 5> 5> 4> 4>   4 4 3 3

เธอคือความโชคดีที่เข้ามา
3> 3bb 4> 3bb 4> 4> 4> 3>

ตั้งแต่ได้พบกับเธอนั้น
4> 4> 4 5> 4> 4> 6

ชีวิตนั่นคือความฝัน
4> 3 3 3 6>

ที่เกิดขึ้นตอนลืมตา
3bb 3bb 3bb 3 4> 4> (5> 4 4>)

( ซ้ำ * , ** )

Solo
3bb 3 4> 6>    3> 3bb 3 5>
2bb 2> 2bb 3>   2bb 2> 3>

3bb 3 4>   3bb 3 4>
3> 3 4>   3> 3 4>
2bb 3> 3bb 3   4> 4 5>   6> 6 7 7>

Solo

การปรับแต่ง I: parts of harmonica


หลังจากที่ได้เขียนแนะนำเรื่องทั่วๆไปแล้ว ก็ขอกระโดดข้ามมาที่การปรับแต่ง harmonica กันบ้าง (เนื่องจากได้สัญญากับคุณมานะเอาไว้) แต่ก่อนที่จะเริ่มปรับแต่ง ก็ต้องมีพื้นฐานส่วนต่างๆของ harmonica เสียก่อน ว่าแต่ละส่วนมีความสำคัญอย่างไร เมื่อเข้าใจหลักการแล้วก็จะง่ายต่อการปรับแต่ง

harmonica เป็นเครื่องดนตรีชิ้นเล็ก ส่วนประกอบก็ไม่ยุ่งยากวุ่นวายเหมือนเครื่องดนตรีอื่นๆ ก็เลยจะขอแนะนำส่วนประกอบที่สำคัญ และเพื่อความเข้าใจ จะยกตัวอย่างเทียบกับเครื่องดนตรีที่น่าจะมีรู้จักพอประมาณ นั่นก็คือกีต้าร์นั่นเอง ก็ขอเริ่มกันเลยแล้วกันนะครับ

(ขอติดรูปไว้ก่อนนะครับ ค่อยเอามาเพิ่ม)

1. cover ก็คือส่วนฝาของ harmonica นั่นเอง ซึ่งส่วนมากจะเป็น stainless steel แต่ก็มีบางรุ่นเช่น pure harp ทำมาจากไม้ เป็นส่วนนอกสุดของ harmonica ความสำคัญของส่วนนี้ก็คือ เป็นส่วนที่ทำให้เกิดการสะทือนของเสียง ก่อนออกมาสู่โลกภายนอก (ผู้ฟัง) ซึ่งลักษณะของเสียงที่ออกมา ก็จะขึ้นกับรูปร่างของฝานั่นเอง ถ้าเทียบกับกีต้าร์ก็คือ รูปทรงของกีต้าร์นั่นเอง เช่น ทรง OM ก็ไว้เล่นปิ้กกิ้งเพราะเสียงจะออกมาชัดเจน, ทรง Jumbo เหมาะกับตีคอร์ด หรือ ทรง dreadnought ก็จะมีเสียงแน่น ใน harmonica ก็เหมือนกน เพียงแต่เราจะสังเกตุรูปทรงยากกว่า เพราะมันเล็กกว่า แต่ถ้าอยากลองก็ลองสลับเปลึ่ยนฝาของแต่ละรุ่นดู ก็จะได้ยินความแตกต่าง

2. reed ก็คือลิ้นของ harmonica จะเป็นตัวที่สั่นแล้วทำให้เกิดเสียง ซึ่งตามหลักก็คือ ลิ้นที่ยาวกว่าจะให้เสียงต่ำ ลิ้นที่สั้นกว่าก็จะเป็นเสียงสูง ถ้าให้เทียบกับกีต้าร์ ก็คือสายกีต้าร์นั่นเอง สายใหญ่ก็เสียงต่ำ ส่วนสายเล็กเสียงสูง ซึ่งถ้าใครเล่นกีต้าร์ก็น่าจะรู้ว่า บางคนจะชอบเอาสายกีต้าร์ไฟฟ้ามาใส่กีต้าร์โปร่ง ทำให้เล่นง่ายขึ้นเพราะสายมันบางกว่าเลยออกแรงกดน้อยกว่า แต่ก็ทำให้เสียงลดความกังวาลลง ก็เหมือนกับ harmonica ที่รุ่นที่ถูกกว่า หรือรุ่นจากจีน ก็จะมีขนาดลิ้นที่บางกว่า ทำให้เสียงก็จะไม่กังวาลเท่ากับรุ่นที่ขนาดลิ้นหนากว่า

ส่วนที่ Suzuki โฆษณาว่า ใช้ Laser ในการปรับแต่งลิ้นก็คือ ในสมัยก่อนหลังจากที่ผลิต harmonica ออกมาแล้ว ขั้นตอนต่อมาก็คือการปรับแต่งเสียง ซึ่งบางครั้งเทคโนโลย๊ยังไม่ดีพอ ทำให้ลิ้นอาจจะหนาเกิน ทำให้เสียงเพี้ยน เขาก็จะมาคอยขูดลิ้นให้บางลง เสียงจะได้ออกมาไม่เพี้ยน ซึ่งถ้าแกะออกมาดูก็จะเห็นว่าลิ้นจะไม่เรียบ จะมีรอยขูดอยู่ แต่ถ้าแกะของ Suzuki มาดูก็จะเห็นว่าลิ้นเรียบดี เพราะเขาใช้ Laser จึงมีความแม่นยำมากกว่าเดิมมาก (ส่วนเสียง ก็แล้วแต่คนชอบนะครับ ไม่ใช่ว่าแบบไหนจะดีกว่าอีกแบบ)

นอกจากเรื่องความหนาบางแล้ว ตอนนี้ก็มีวัสดุที่ใช้ในการทำลิ้นที่ต่างกันด้วย จากเดิมที่ใช้ทองเหลือง ซึ่งจะเป็นสนิมได้ง่าย ก็ได้มีการเปลี่ยนมาใช้วัสดุอื่นเช่น phosphor bronze ซึ่งก็จะทนทานมากกว่าเดิม และเสียงก็จะชัดเจนกว่าทองเหลือง

การปรับแต่งที่ทำได้กับลิ้น ก็น่าจะเป็นการตั้งเสียงใหม่โดยการตะไปลิ้นให้บางลง ทำให้ความถี่ของลิ้นที่สั่นเปลี่ยนแปลงไป ทำให้เสียงของลิ้นนั้น (ช่องนั้น) เปลี่ยนไป เช่น จากเดิมเสียง F ก็ทำให้เป็น F# เป็นต้น แต่การปรับแบบนี้ ไม่เหมือนการตั้งสายกีต้าร์ ที่เปลี่ยนได้อยู่เรื่อยๆ เพราะถ้าตะไบออกไปแล้วก็คงทำให้เป็นอย่างเดิมยาก แถมลิ้นก็ทั้งเล็กทั้งบาง ถ้ามือหนักไปหน่อยก็หักซะแล้ว แล้วก็ไม่มีลิ้นสำรองที่มาเปลี่ยนได้แบบสายกีต้าร์ซะด้วย เพราะแต่ละยีห้อก็เล่นเอาหมุดยึดเอาไว้ ไม่ยอมใช้สกรูยึดให้เปลี่ยนกันง่ายๆเลย

3. reed plate เป็นตัวยึดระหว่างลิ้น กับ ตัวของ harmonica โดยจะมีช่องๆที่เรียกว่า slot ซึ่งถ้าเทียบก็เหมือน บริจกีต้าร์ ที่คอยยึดสายไว้กับลำตัว ซึ่งในส่วนนี้จะเป็นส่วนที่ไม่ค่อยนิยมปรับแต่งกันมากนัก

4. reed gap คือระยะห่างระหว่าง reed กับ reed plate ซึ่งถ้าเป็นกีต้าร์ก็คือความสูงของสาย หรือ action นั่นเอง ถ้าความสูงไม่มาก ก็ออกแรงน้อย แต่ก็ติดเฟรตง่าย แต่ถ้าความสูงมากก็ต้องออกแรงมากกว่า ยิ่งถ้าสูงมากๆ อาจกดไม่ไหว บอดสนิท ใน harmonica ก็คล้ายกันคือ ถ้าแคบ ก็เป่าเบาๆก็มีเสียง แต่ถ้าเป่าแรงเกินก็จะไม่มีเสียงออก แถมบางคนก็มีน้ำลายเข้าไปอุดง่ายอีก แต่ถ้าตั้งไว้กว้างก็ต้องออกแรงเป่ามากขึ้น เป่าเบาเสียงก็ไม่ออก แต่ถ้าตั้งไว้กว้างเินหรือแคบเกินเสียงก็ไม่ออกอีกเหมือนกัน

ในส่วนนี้จะเป็นการปรับแต่งที่ไม่ยากมาก ซึงจะมีรายละเอียดในตอนต่อไป

5. comb ส่วนสุดท้ายที่จะพูดถึงก็คือส่วนตัวของ harmonica ซึ่งหลายตำราจะเรียก comb เพราะลักษณะคล้ายหวี โดยเฉพาะที่เป็นไม้จะเหมือนมาก ถ้าเทียบกับกีต้าร์ก็คือวัสดุที่ใช้ทำ เช่น ไม้อะไร, laminate หรือ all solid เป็นต้น ซึ่งใน harmonica ก็จะมีหลักๆก็คือ ไม้, พลาสติก และโลหะ ซึ่งแต่ละแบบก็มีจุดเด่นของตัวเอง ไม้จะเสียงกังวาล แต่ก็จะมีลมรั่วมากกว่า แถมบางตัวก็ไม่เรียบทำให้บาดปาก, ถ้าเป็นพลาสติก เสียงจะทึบกว่าเล็กน้อย แต่ลมรั่วน้อยกว่า ดูแลได้ง่ายกว่า ส่วนโลหะ เสียงก็ใสกว่า แทมไม่มีลมรั่ว แต่ก็แพง แถมหนักกว่าด้วย ซึ่งถ้าใครมีโอกาสก็ลองสลับ comb เล่นดูก็ได้

ดอกไม้ของน้ำใจ


สวัสดีปีใหม่ไทยย้อนหลังครับ ช่วงนี้ความเป็นอยู่เริ่มดีขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย อย่างช่วงก่อนสงกรานต์ก็มีคนพากันไปดูดอกซากุระ หรือที่เรียกว่า Hanami นั่นเอง ถึงคนก็ไม่มากเท่าที่คิด แต่ก็พอเป็นสิ่งที่ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดในช่วงที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี

บางคนอาจจะเคยทราบมาก่อนว่า ผมมาอาศัยอยู่แถวบ้านนอก แล้วจะมีโอกาสได้เห็นกับเขาเหรอ ก็ต้องบอกว่ายังโชคดี ที่บริเวณใกล้ๆปลูกต้นซากุระไว้บ้าง ตอนเย็นเลยได้แวะไปเดินเล่นบ้าง

ก็พอมีที่คลายเครียดกันได้ชั่วคราวครับ พักผ่อนก่อนจะสู้กันต่อ

อ้อ ถ้าตาดีหน่อยก็จะเห็นนะครับ ว่าด้านหลังก็มีแต่ภูเขา ยืนยันว่าอยู่บ้านนอกของแท้

พอมองแล้วก็รู้สึกว่า ขนาดไม่ใช่คนที่นี่ ได้มานั่งดูธรรมชาติ ก็ดีไปอีกแบบ ไม่ต้องวุ่นวายใจกับเรื่องโน้นเรื่องนี้ ดื่มด่ำกับความงดงามที่มีอยู่ในปัจจุบัน

ความงดงามที่เราคิด เราคาดหวังไว้ อาจจะไม่จีรังยั่งยืน เหมือนกับดอกซากุระ ถึงแม้ตอนช่วงบานจะดูว่าตระการตา แต่ก็อยู่ได้แค่ชั่วคราว ไม่นานก็โรยรา ถ้าเรายังยึดติด มันก็จะเกิดความเสียดาย แต่ถ้าคิดในทางกลับกัน อย่างน้อยดอกไม้ยังมีคุณค่าของมัน แล้วตัวเราได้ทำอะไรที่เกิดคุณค่ามากน้อยเพียงใด

ก่อนที่จะออกนอกเรื่องไปมากกว่านี้ ขอฝากเพลงนี้ไว้แล้วกันครับ

ดอกไม้ของน้ำใจ: สาว สาว สาว

อาจจะมีใครที่เคยสับสน และบางคนคงดิ้นรนไขว่คว้า
5. 6. 1 2 3 2 1 3,     5. 6. 1 2 3 2 1 5

อาจเคยท้อเสียใจ หวังไว้ไม่ได้มา
3 5 6 6 5,    2 3 2 1 1

จนแม้เคยคิดจะหนีหน้าผู้คน
1 2 1 2 1 2 1 6. 5.

ด้วยวงแขนและเพียงมือสอง โอบประคองหัวใจเจ็บช้ำ
5. 6. 1 2 3 2 1 3,     5. 6. 1 2 3 2 1 5

เส้นทางนั้นมืดมน ขาดฝนอันชื่นฉ่ำ
3 5 6 6 5,    2 3 2 1 1

หม่นมัวด้วยความมืดดำสิ้นหวัง
1 2 1 2 1 2 3 5

หากดอกไม้แย้มบานในใจแห่งผู้คน ที่ทุกข์ทน
3 4 5   5 4 3 2 1 2 1,    1 2 1

ความสว่างส่องทางสับสน ด้วยความรักที่มอบแก่กัน
6. 5. 5. 6. 7. 1,    7. 1 3 2 2 1 2

ให้ดอกไม้นั้นแทนความงามแห่งน้ำใจ ยิ่งใหญ่
3 4 5   5 4 3 2 1 2 1,    1 2 1

เมฆหมอกก็คงสลาย ด้วยดอกไม้คือความสดใสในแสงตะวัน
6. 5. 5. 6. 7. 1,    7. 1 3 2 2 1 3 2 1 7. 1

sekibetsuno toki kokoro shizukani
5. 6. 1 2 3 2 1 3,     5. 6. 1 2 3 2 1 5

hurikaeru sono katani
3 5 6 6 5,    2 3 2 1 1

yasahii haruno ame
1 2 1 2 1 2 1 6. 5.

hohoo nagareru namida koraezu
5. 6. 1 2 3 2 1 3,     5. 6. 1 2 3 2 1 5

omoideno tsukirumade
3 5 6 6 5,    2 3 2 1 1

tatazumeba ii
1 2 1 2 1 2 3 5

towani chiru kotono nai hanao
3 4 5   5 4 3 2 1 2 1,    1 2 1

titowa aishite kureru deshooka
6. 5. 5. 6. 7. 1,    7. 1 3 2 2 1 2

yasashii ameni utarete ochiru
3 4 5   5 4 3 2 1 2 1,    1 2 1

hakanasayue hitowa aisuru no deshioo
6. 5. 5. 6. 7. 1,    7. 1 3 2 2 1 3 2 1 7. 1

hanawa hanayo hitasurasaku
3 3 5 3 2 1,    6. 5. 5. 1 1 2

hanawa hanayo hitasurani mau
3 3 5 6 5 3,     3 2 1 6. 5. 6. 1

คือดอกไม้อันดีงาม คงอยู่ด้วยความสดใส
3 3 5 3 2 1,    6. 5. 5. 1 1 2

คือดอกไม้ของน้ำใจ งดงามเพียงใดให้แก่กัน
3 3 5 6 5 3,     3 2 1 6. 5. 6. 1

Live & Learn


สวัสดีครับทุกท่าน ก่อนอื่นต้องขอโทษที่ห่างหายกันไปนาน จนหลายคนคงคิดว่าที่นี่อาจจะปิดตัวลงแล้ว ขนาดหน้าเดิมที่พยายามจะแนะนำรุ่นต่างๆของ harmonica ก็ยังทำไม่เสร็จเสียที ทิ้งไว้ครึ่งๆกลางๆอยู่ได้เป็นเดือน

ก็ต้องเล่ากันเล็กน้อยครับว่าที่หายไปนั้นบังเอิญว่ามันเกิดเรื่องที่หลายคนคงไม่คาดคิด แต่คิดว่าเกือบทุกคนคงจะได้ยินข่าวนี้ เหตุก็เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมานั่นเอง ช่วงเวลาประมาณบ่ายสอง ตอนนั้นกำลังเดินอยู่ในตึก อยู่ๆก็เกิดการสั่นอย่างรุนแรงโดยไม่ทันตั้งตัว ได้ยินเสียงคนพูดประกาศอะไรหลายอย่าง (แต่มันฟังไม่ออกเลยว่าเขาพูดอะไรบ้าง) ตอนแรกยังคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดามั้ง แต่พอเห็นคนรีบทยอยออกมาจากตัวตึก เลยตามเขาไปด้วยดีกว่า หลังจากนั้นก็มีสั่นอีกหลายครั้งตลอดช่วงบ่ายจนถึงค่ำ ตอนปั่นจักรยานกลับ apartment ก็ยังงงงง ว่าทำไมตามทางกลับมันไม่เหมือนเดิม จากเดิมก็ว่ามันสลัวๆ คราวนี้แทบจะมืดเลย ขนาดเซเว่นก็ปิดด้วย เกิดเอะใจ ลองแวะไปดูที่สถานีรถไฟ ก็เห็นคนรอรถแท็กซีเพื่อที่จะกลับบ้านเต็มไปหมด คราวนี้เลยเริ่มเครียดว่าคงไม่ใช่เรื่องเล็กๆแน่นอน แล้วจะทำยังไงกับชีวิตดีล่ะ เสียงประกาศก็ฟังไม่รู้เรื่อง ทีวีก็ไม่มีดู (ถึงมีก็ฟังไม่รู้เรื่องอยู่ดี) โทรศัพท์ก็ใช้ไม่ได้ อินเตอร์เน็ตก็ไม่ติด จนเที่ยงคืนกว่าถึงค่อยมีโทรศัพท์มาจากที่บ้าน เลยพอทราบข่าว ยังดีที่แถวนี้อยู่บนเขา คงไม่ต้องรีบอพยพ เลยเบาใจลง แต่มันก็แค่ชั่วคราว เพราะมันดันมาเป็นแพ็คเกจ นับตั้งแต่เรื่องโรงไฟฟ้ามีปัญหา การที่ต้องถูกตัดไฟตัดน้ำวันละประมาณสามสี่ชั่วโมงเพื่อแบ่งไปใช้ในที่เกิดเหตุรุนแรง (ยังดีที่อุณหภูมิช่วงนี้ไม่ติดลบเหมือนช่วงก่อน แต่ก็แค่เลขตัวเดียวอยู่ดี) ของกินของใช้ขาดแคลนอย่างมาก จนต้องใช้เทียนวันเกิดมาใช้แทนไฟฉาย ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ พวกสารพิษต่างๆมันกระจายออกมาเรื่อยๆ แถมมาทางง่ายๆอย่าง ลม น้ำ ฝน หรือจากอาหาร แล้วก็ไม่รู้ว่าจะจบเรื่องเมื่อไหร่ งานที่ได้รับมอบหมายมาก็ไม่รู้ว่าจะยังไง อาจจะต้องอยู่ต่อนานขึ้นอีก หรือ อาจจะได้กลับกรุงเทพฯ ก่อนกำหนด (แบบมือเปล่า) ก็ยังไม่รู้ แล้วชีวิตต่อไปจะเป็นยังไง…….

ขอกลับมาที่ harmonica ดีกว่า อย่าพูดแต่เรื่องเครียดๆเลย พอได้ฟังเพลงนี้แล้วก็เลยอยากแบ่งปันกัน เพราะมีเนื้อหาที่ดีเพลงหนึ่ง

“Live & Learn” by Boyd Kosiyapong, Bakery Music

ก็ขอเริ่มจากโน้ตตัวเลขก่อนนะครับ

คือ 1=do, 2=re, 3=me, 4=fa, 5=sol, 6=la, 7=ti, 1^=do, 2^=re, …

“Live & Learn” Note

เมื่อวันที่ชีวิต เดินเข้ามาถึงจุดเปลี่ยน
1 1 2 3 5       1^ 2^1^ 7 5 5

จนบางครั้งคนเรา ไม่ทันได้ตระเตรียมหัวใจ
6 6 1^ 6 5         3 3 2 1 2         6 5

ความสุขความทุกข์ ไม่มีใครรู้ว่าจะมาเมื่อไหร่
1 2 3 5            1^ 1^ 1^ 2^ 1^ 7  2^ 5

จะยอมรับความจริง ที่เจอได้แค่ไหน
6 6 1^ 6 5         3 3 2 1 2           6 5


* เพราะชีวิตคือชีวิต เมื่อมีเข้ามาก็มีเลิกไป
7 7 7 7 7 1^       7 7 7 7 7 7 2^ 1^

มีสุขสมมีผิดหวัง  หัวเราะหรือหวั่นไหว เกิดขึ้นได้ทุกวัน
6 1^ 2^ 1^ 6 1^   2^ 2^ 1^ 5 1^  6 1^ 1^ 2^ 7


** อยู่ที่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับมัน ตามความคิดสติเราให้ทัน
1^ 2^ 1^ 3^  1^ 2^ 1^ 3^ 2^    1^ 1^ 2^ 1^ 3 3 2^ 1^

อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด
6 6 1^ 1^ 5 3 3 2 1 2    1 1 1 6 5 3 2 1


สุขก็เตรียมไว้ ว่าความทุกข์คงตามมาอีกไม่ไกล
1 2 3 5           1^ 1^ 1^ 2^ 1^ 7 7 2^ 7

จะได้รับความจริง เมื่อต้องเจ็บปวดไหว
6 6 1^ 6 5         3 3 2 1 2         6 5

( * , ** )


อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝัน
6 6 1^ 1^ 5 3 3 2 1 2

อยู่ที่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับมัน ตามความคิดสติเราให้ทัน
1^ 2^ 1^ 3^  1^ 2^ 1^ 3^ 2^    1^ 1^ 2^ 1^ 3 3 2^ 1^

อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด
6 6 1^ 1^ 5 3 3 2 1 2    1 1 1 6 5 3 2 1

อยู่ที่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับมัน ตามความคิดในใจเราให้ทัน
1^ 2^ 1^ 3^  1^ 2^ 1^ 3^ 2^    1^ 1^ 2^ 1^ 3 3 2^ 1^

อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด
6 6 1^ 1^ 5 3 3 2 1 2    1 1 1 6 5 3 2 1

อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด
6 6 1^ 1^ 5 3 3 2 1 2    1 1 1 6 5 3 2 1

เพลงนี้ต้นฉบับน่าจะเป็นคีย์ G ในช่วงแรก แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นคีย์ Bb ตอนหลัง แต่ขอเล่นเป็นคีย์ C อย่างเดียวแล้วกันครับ ง่ายดีด้วย

ส่วนตลิปต้องรอสักพักก่อนนะครับ ช่วงนี้ยังไม่กล้าเล่น เดี๋ยวจะสูดอะไรเข้าไปบ้างก็ไม่รู้

ก็ลองหัดตามโน้ตดูก่อนแล้วกันครับ จะได้ลองฝึกด้วยว่าช่องไหนโน้ตอะไร และจะได้หัดได้ทั้ง diatonic, tremolo และ chromatic เลย ไม่ต้องจำว่าดูดช่องไหน เป่าช่องไหน ลำบากช่วงเริ่มดีกว่ามาหัดตอนหลังครับ ไม้แก่ดัดยาก แต่ถ้าอยากได้แบบช่องก็บอกได้นะครับ