Live & Learn


สวัสดีครับทุกท่าน ก่อนอื่นต้องขอโทษที่ห่างหายกันไปนาน จนหลายคนคงคิดว่าที่นี่อาจจะปิดตัวลงแล้ว ขนาดหน้าเดิมที่พยายามจะแนะนำรุ่นต่างๆของ harmonica ก็ยังทำไม่เสร็จเสียที ทิ้งไว้ครึ่งๆกลางๆอยู่ได้เป็นเดือน

ก็ต้องเล่ากันเล็กน้อยครับว่าที่หายไปนั้นบังเอิญว่ามันเกิดเรื่องที่หลายคนคงไม่คาดคิด แต่คิดว่าเกือบทุกคนคงจะได้ยินข่าวนี้ เหตุก็เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมานั่นเอง ช่วงเวลาประมาณบ่ายสอง ตอนนั้นกำลังเดินอยู่ในตึก อยู่ๆก็เกิดการสั่นอย่างรุนแรงโดยไม่ทันตั้งตัว ได้ยินเสียงคนพูดประกาศอะไรหลายอย่าง (แต่มันฟังไม่ออกเลยว่าเขาพูดอะไรบ้าง) ตอนแรกยังคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดามั้ง แต่พอเห็นคนรีบทยอยออกมาจากตัวตึก เลยตามเขาไปด้วยดีกว่า หลังจากนั้นก็มีสั่นอีกหลายครั้งตลอดช่วงบ่ายจนถึงค่ำ ตอนปั่นจักรยานกลับ apartment ก็ยังงงงง ว่าทำไมตามทางกลับมันไม่เหมือนเดิม จากเดิมก็ว่ามันสลัวๆ คราวนี้แทบจะมืดเลย ขนาดเซเว่นก็ปิดด้วย เกิดเอะใจ ลองแวะไปดูที่สถานีรถไฟ ก็เห็นคนรอรถแท็กซีเพื่อที่จะกลับบ้านเต็มไปหมด คราวนี้เลยเริ่มเครียดว่าคงไม่ใช่เรื่องเล็กๆแน่นอน แล้วจะทำยังไงกับชีวิตดีล่ะ เสียงประกาศก็ฟังไม่รู้เรื่อง ทีวีก็ไม่มีดู (ถึงมีก็ฟังไม่รู้เรื่องอยู่ดี) โทรศัพท์ก็ใช้ไม่ได้ อินเตอร์เน็ตก็ไม่ติด จนเที่ยงคืนกว่าถึงค่อยมีโทรศัพท์มาจากที่บ้าน เลยพอทราบข่าว ยังดีที่แถวนี้อยู่บนเขา คงไม่ต้องรีบอพยพ เลยเบาใจลง แต่มันก็แค่ชั่วคราว เพราะมันดันมาเป็นแพ็คเกจ นับตั้งแต่เรื่องโรงไฟฟ้ามีปัญหา การที่ต้องถูกตัดไฟตัดน้ำวันละประมาณสามสี่ชั่วโมงเพื่อแบ่งไปใช้ในที่เกิดเหตุรุนแรง (ยังดีที่อุณหภูมิช่วงนี้ไม่ติดลบเหมือนช่วงก่อน แต่ก็แค่เลขตัวเดียวอยู่ดี) ของกินของใช้ขาดแคลนอย่างมาก จนต้องใช้เทียนวันเกิดมาใช้แทนไฟฉาย ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ พวกสารพิษต่างๆมันกระจายออกมาเรื่อยๆ แถมมาทางง่ายๆอย่าง ลม น้ำ ฝน หรือจากอาหาร แล้วก็ไม่รู้ว่าจะจบเรื่องเมื่อไหร่ งานที่ได้รับมอบหมายมาก็ไม่รู้ว่าจะยังไง อาจจะต้องอยู่ต่อนานขึ้นอีก หรือ อาจจะได้กลับกรุงเทพฯ ก่อนกำหนด (แบบมือเปล่า) ก็ยังไม่รู้ แล้วชีวิตต่อไปจะเป็นยังไง…….

ขอกลับมาที่ harmonica ดีกว่า อย่าพูดแต่เรื่องเครียดๆเลย พอได้ฟังเพลงนี้แล้วก็เลยอยากแบ่งปันกัน เพราะมีเนื้อหาที่ดีเพลงหนึ่ง

“Live & Learn” by Boyd Kosiyapong, Bakery Music

ก็ขอเริ่มจากโน้ตตัวเลขก่อนนะครับ

คือ 1=do, 2=re, 3=me, 4=fa, 5=sol, 6=la, 7=ti, 1^=do, 2^=re, …

“Live & Learn” Note

เมื่อวันที่ชีวิต เดินเข้ามาถึงจุดเปลี่ยน
1 1 2 3 5       1^ 2^1^ 7 5 5

จนบางครั้งคนเรา ไม่ทันได้ตระเตรียมหัวใจ
6 6 1^ 6 5         3 3 2 1 2         6 5

ความสุขความทุกข์ ไม่มีใครรู้ว่าจะมาเมื่อไหร่
1 2 3 5            1^ 1^ 1^ 2^ 1^ 7  2^ 5

จะยอมรับความจริง ที่เจอได้แค่ไหน
6 6 1^ 6 5         3 3 2 1 2           6 5


* เพราะชีวิตคือชีวิต เมื่อมีเข้ามาก็มีเลิกไป
7 7 7 7 7 1^       7 7 7 7 7 7 2^ 1^

มีสุขสมมีผิดหวัง  หัวเราะหรือหวั่นไหว เกิดขึ้นได้ทุกวัน
6 1^ 2^ 1^ 6 1^   2^ 2^ 1^ 5 1^  6 1^ 1^ 2^ 7


** อยู่ที่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับมัน ตามความคิดสติเราให้ทัน
1^ 2^ 1^ 3^  1^ 2^ 1^ 3^ 2^    1^ 1^ 2^ 1^ 3 3 2^ 1^

อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด
6 6 1^ 1^ 5 3 3 2 1 2    1 1 1 6 5 3 2 1


สุขก็เตรียมไว้ ว่าความทุกข์คงตามมาอีกไม่ไกล
1 2 3 5           1^ 1^ 1^ 2^ 1^ 7 7 2^ 7

จะได้รับความจริง เมื่อต้องเจ็บปวดไหว
6 6 1^ 6 5         3 3 2 1 2         6 5

( * , ** )


อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝัน
6 6 1^ 1^ 5 3 3 2 1 2

อยู่ที่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับมัน ตามความคิดสติเราให้ทัน
1^ 2^ 1^ 3^  1^ 2^ 1^ 3^ 2^    1^ 1^ 2^ 1^ 3 3 2^ 1^

อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด
6 6 1^ 1^ 5 3 3 2 1 2    1 1 1 6 5 3 2 1

อยู่ที่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับมัน ตามความคิดในใจเราให้ทัน
1^ 2^ 1^ 3^  1^ 2^ 1^ 3^ 2^    1^ 1^ 2^ 1^ 3 3 2^ 1^

อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด
6 6 1^ 1^ 5 3 3 2 1 2    1 1 1 6 5 3 2 1

อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด
6 6 1^ 1^ 5 3 3 2 1 2    1 1 1 6 5 3 2 1

เพลงนี้ต้นฉบับน่าจะเป็นคีย์ G ในช่วงแรก แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นคีย์ Bb ตอนหลัง แต่ขอเล่นเป็นคีย์ C อย่างเดียวแล้วกันครับ ง่ายดีด้วย

ส่วนตลิปต้องรอสักพักก่อนนะครับ ช่วงนี้ยังไม่กล้าเล่น เดี๋ยวจะสูดอะไรเข้าไปบ้างก็ไม่รู้

ก็ลองหัดตามโน้ตดูก่อนแล้วกันครับ จะได้ลองฝึกด้วยว่าช่องไหนโน้ตอะไร และจะได้หัดได้ทั้ง diatonic, tremolo และ chromatic เลย ไม่ต้องจำว่าดูดช่องไหน เป่าช่องไหน ลำบากช่วงเริ่มดีกว่ามาหัดตอนหลังครับ ไม้แก่ดัดยาก แต่ถ้าอยากได้แบบช่องก็บอกได้นะครับ

รุ่นของ diatonic


มาขอพูดถึงเรื่องการเลือก harmonica กันต่อดีกว่า เพราะเริ่มมีคนถามมากันมาก แถมรุ่นที่ให้เลือกก็มีไม่น้อย ก็จะค่อยๆมาเล่าสู่กันฟังนะครับ อาจจะค่อยๆทยอยมาเขียน ก็แวะเข้ามาเรื่อยๆแล้วกันครับ หรือถ้าใครมีข้อมูลมาช่วยเสริมก็ไม่ว่ากันครับ

เนื่องจากรุ่นต่างๆของ diatonic มีเยอะมาก ขอไล่ไปตามยี่ห้อแล้วกันครับ ส่วนแต่ละยี่ห้อก็ขอเรียงตามในเว็บนั้นๆ รวมทั้งรูปประกอบก็จะนำมาจากในเว็บเลย เพราะจะได้เห็นภาพที่ชัดเจนกว่า และเพื่อความเข้าใจ จะขออนุญาตใช้ Hohner Marine band classic เป็นตัวเปรียบเทียบก็แล้วกันครับ

HOHNER

เป็นยี่ห้อที่หลายท่านรู้จักกันดี น่าจะถือว่าเป็นเจ้าพ่อแห่งวงการ แถมรุ่นที่ออกมาก็มีมากมายเหลือเกิน ลองค่อยๆดูตามแล้วกันครับ

150th Anniversaryจุดเด่นของตัวนี้ก็คือสวยครับ เป็นรุ่นพิเศษฉลองครบ 150 ปี ถือว่าดูดีกว่ารุ่นฉลองปี 2000 มาก ตัวมันทำจากอคริลิกใส ทำให้ตัดปัญหาของไม้เช่นไม่เรียบหรือลมรั่วได้ แถมโครงสร้างอื่นๆก็คือ Marine band ทำให้เสียงดีกว่า Marine band classic หรือน่าจะพอๆกับ Marine band deluxe เลยทีเดียว
Marine band classicตัวนี้นี่ classic สมชื่อเลยครับ เสียงจะอบอุ่น ฟังแล้วก็จะคุ้นเคย เพราะเพลงบลูส์สมัยก่อนก็ใช้ตัวนี้เป็นส่วนใหญ่ข้อเสียก็คือมันเป็นไม้ ดังนั้นอาจจะไม่เรียบ บางคนโดนบาดปากได้ ลมก็ต้องใช้มากกว่า เพราะจะมีลมรั่วมากกว่า แถมบางคนดูแลไม่ดี อาจขึ้นราได้เหมือนกัน
Marine band deluxeเป็นรุ่นปรับปรุงของ Marine band classic โดยปรับไม้ให้ดีขึ้น เพิ่มจุดยึดของน้อตด้านในให้มากขึ้น รวมทั้งปรับปรุงส่วน cover ผลที่ได้ก็คือ ลมรั่วน้อยลง ทำให้เสียงดีขึ้นกว่า classic แต่ก็ต้องเสียเงินมากขึ้นตามมา
Marine band crossoverถือว่าเป็นการข้ามมาอีกขั้นจาก Marine band deluxe ตัวทำจากไม้ไผ่อัดแน่นหลายชั้น ลดการรั่วได้อย่างดี ทำให้เสียงออกมาดีกว่าเดิมมาก ถือว่าเป็นการเพิ่มเงินที่คุ้มค่าทึเดียว
Special 20เป็นอีกรุ่นที่มีคนพูดถึงและนิยมไม่แพ้ Marine band เนื่องจากทำจากพลาสติก จึงลดปัญหาเรื่องไม่เรียบหรือลมรั่วของไม้ การดูแลก็ง่ายกว่า แต่บางคนก็ไม่ชอบเสียงของพลาสติก เสียงจะทึบกว่าจากไม้เล็กน้อย ซึ่งถ้าเล่นชำนาญแล้ว เสียงก็จะไม่ต่างกับ Marine band classic เท่าไหร่ จึงเหมาะทั้งมือใหม่และเก่า
Golden melodyรุ่นนี้เป็นพลาสติก ซึ่งถ้าเป็นรุ่น hand made งานจะค่อนข้างดีกว่ารุ่นปกติ มีทั้งสีเงินและสีทอง เสียงของรุ่นนี้จะแตกต่างจากรุ่นอื่นๆคือ โดยปกติจะตั้งเสียงแบบ just intonation ซึ่งเป็นการตั้งเสียงที่ไม่ตรงตามโน้ตมาตรฐานทีเดียว แต่จะตั้งให้เสียงกลมกลืน โดยเฉพาะถ้าเล่นหลายเสียงพร้อมกัน แต่รุ่นนี้จะตั้งเสียงแบบ equal tuning คือตั้งเสียงแบบเป๊ะๆตามมาตรฐาน ทำให้เวลาเล่นโน้ตตัวเดียวเสียงก็จะดูดี แต่พอเล่นหลายเสียงพร้อมกันเสียงจะขัดกันเล็กน้อย ประมาณว่าแย่งกันเด่น ทำให้เป็นจุดเด่นของรุ่นนี้ คนที่เน้นเล่น melody ก็จะชอบ แต่คนที่เล่น harmony หรือ chord มากๆ เช่น บลูส์ ก็จะไม่ชอบ
Blues benderเป็นรุ่นที่ราคาไม่แพงเนื่องจาก made in China แต่ก็ถือว่ามีคุณภาพดีกว่ารุ่นถูกอย่าง silver star อยู่พอควร เสียงและคุณภาพเกือบเท่า big river และเป็นรุ่นที่ bend ได้ค่อนข้างง่าย แถมเป็นพลาสติกด้วย โดยรวมจึงเหมาะสำหรับมือใหม่ น่าเสียดายที่ยังไม่มีการนำเข้ามาที่บ้านเรา
Blues harpรุ่นหนึ่งของ MS series ซึ่งก็คือรุ่นที่มีอะไหล่เช่น ลิ้น แยกขายต่างหาก แถมใช้ด้วยกันได้ รุ่นนี้เป็นไม้ แต่เสียงโดยรวมยังไม่เท่า marine band classic ซึ่งหลายๆคนก็เลยไม่ชอบรุ่นนี้ เพราะราคาก็ไม่ต่างกับ marine band classic เท่าไหร่
Pro harpอีกรุ่นของ MS series  ตัวทำมาจากพลาสติก ดูจากภายนอกก็ขรึมแล้ว แถมชื่อรุ่นก็บอกว่าโปรด้วย แต่เสียงที่ได้กลับไม่ใสมาก ค่อนข้างทึบกว่า special 20 ซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นจากกรอบที่เป็นสีดำหรือเปล่า ถ้าใครชอบแนวหม่นก็ลองดู
Cross harpอีกรุ่นของ MS series ที่เป็นพลาสติก สีดำขอบทองดูหรูหรากว่า pro harp แถมเสียงก็ดีกว่าอย่างชัดเจน เสียงถือว่าดีกว่า special 20 อีก แต่ราคาแพงกว่ามาก แถมบ้านเราก็ไม่มีนำเข้ามาอีกเหมือนกัน
Big riverอีกรุ่นของ MS series เป็นพลาสติก ตัวนี้ถือว่าก็อป marine band classic มาเกือบทั้งหมด แต่เสียงก็ยังไม่เท่า เสียงบางกว่า special 20 เล็กน้อย แต่ก็ถือว่าเป็นรุ่นที่คุ้มค่าพอควร เหมาะสำหรับมือใหม่
Meisterklassรุ่นสุดหรูของ MS series ทำจากโลหะ เสียงที่ได้จะใสกว่าจากไม้และจากพลาสติกอย่างชัดเจน ทำให้บางคนก็ชอบ แต่บางคนก็บอกว่าไม่อบอุ่น แถมราคาก็ไม่ธรรมดาเลย
XB-40นวตกรรมใหม่ของ harmonica เลยก็ว่าได้ เป็นพลาสติก ข้างในมีลิ้นมากกว่าปกติถึงสองเท่า คือมี 40 ลิ้น การออกแบบใหม่ทำให้ข้ามขีดจำกัดของการ bend ที่จากเดิมเล่นได้แค่ดูดช่อง 1-6 กับเป่าช่อง 7-10 แต่ตัวนี้สามารถ bend ได้ทุกช่องทั้งดูดและเป่า แถมยังได้อย่างน้อยหนึ่งเสียงเต็มอีกด้วย จึงเป็นที่มาของชื่อรุ่น extreme bending

ข้อเสียที่ชัดเจนนอกจากเรื่องราคาก็คือ ขนาดใหญ่กว่าปกติ ทำให้บางคนถือไม่ถนัด การ bend ที่ง่ายก็ก่อปัญหาได้โดยเฉพาะคนที่พอเป็นแล้ว เพราะจะคุมเสียงยาก (แต่มือใหม่จะชอบ เพราะ bend ง่ายมาก) และข้อที่สำคัญก็คือ ช่วงเสียงสูงจะ bend ยาก ทำให้รุ่นนี้จะมีคีย์ C เป็นคีย์สูงสุด เพราะตอนแรกผลิตมาแค่คีย์ C กับ G พอมีคนบ่นเสียงสูงของคีย์ C กันมาก เขาเลยปรับแผน ออก low D, low E, low F มาแทนคีย์ปกติ คนที่อยากลองรุ่นนี้ก็แนะนำว่าอย่าซื้อคีย์ C ให้ซื้อ คีย์G หรือ A น่าจะเหมาะกว่า

Marine band 364เป็นรุ่นของ marine band classic ที่เพิ่มเป็น 12 ช่องซึ่งเคยเล่าให้ฟังแล้ว คุณภาพก็ใกล้เคียงกัน
Marine band 365อีกรุ่นของ marine band classic ที่กลายเป็น 14 ช่อง ถ้าเป็นรุ่นปกติก็คุณภาพใกล้เคียงกัน แต่ช่วงเสียงสูงอาจทำให้สับสนได้ ส่วนถ้าเป็นรุ่น SBS ก็งานเนี๊ยบกว่าและเสียงดีกว่าเล็กน้อย
Piccoloเป็นรุ่นเล็กกว่าปกติ ตัวเป็นพลาสติก เสียงก็ไม่เท่ารุ่นขนาดปกติ แต่บางคนบอกว่าถือง่ายดี เล่น wah-wah ได้ง่ายกว่า เป็นรุ่นที่หายากพอสมควร
Puckน่าจะถือว่าเป็นรุ่น 10 ช่องที่เล็กที่สุดใหญ่กว่านิ้วโป้งเล็กน้อย ตัวเป็นพลาสติก เสียงก็พอตัว เหมาะไว้พกเล่นๆ แต่ต้องระวังหายด้วย
Silver starรุ่นราคาประหยัดของ Hohner อย่าไปคาดหวังกับเสียงของมันให้มากนัก และถึงแม้ว่าตัวจะเป็นพลาสติก ก็อย่าคิดว่าลมรั่วจะน้อย เพราะรุ่นนี้กินลมค่อนข้างมากทีเดียว
Happy colorรุ่นราคาประหยัด จุดเด่นอยู่ที่มีหลายสีให้เลือก ส่วนเรื่องเสียงและการกินลมก็ไม่ต่างกับ silver star มากนัก น่าจะเหมาะสำหรับสะสมมากกว่า

SUZUKI

อีกยี่ห้อที่กำลังมาแรง เนื่องจากคุณภาพดี ราคาโดยรวมแล้วต่ำกว่า Hohner บวกกับการโฆษณาว่าใช้ Laser tuning ทำให้เสียงมีความแม่นยำมากขึ้น ถ้าสนใจก็มาดูกันต่อครับ

Easy riderรุ่นราคาประหยัดของ Suzuki ที่คุณภาพจะดูเหนือกว่า silver star อยู่พอสมควร แต่ก็อย่าคาดหวังจะเอาไปเทียบรุ่นกับรุ่นพี่ๆ เพราะยังเทียบไม่ไหว
Airwaveรุ่นเริ่มต้นอีกรุ่น มีสีให้เลือกตั้งสามสีตามใจชอบ แถมแต่ละช่องก็ห่างกันมากจนไม่ต้องกลัวว่าจะเล่น single note ไม่ได้ เป็นพลาสติกแต่เนื่องจากการที่ขนาดมันใหญ่กว่าปกติพอสมควร ร่วมกับลิ้นที่คุณภาพดี เสียงจึงดีเกินคาด น่าจะเกือบเท่า big river หรือ blues harp พอไหว เหมาะสำหรับมือใหม่มาก แต่เสียดายที่ยังไม่เห็นในบ้านเรา ส่วนข้อเสียที่ชัดเจนก็คือ มันเล่นง่ายเกินไปจนถ้าจะต่อด้วยขนาดปกติอาจจะต้องหัดกันอีกรอบ แถมยังยาวไปนิดทำให้เล่นบางเทคนิคเช่น เล่น chord หรือ octave ได้ลำบาก
Folkmasterตัวเป็นพลาสติก แต่เสียงยังเทียบกับ special 20 ไม่ไหว อาจได้แค่ประมาณ big river หรือ blues harp
Harpmasterตัวเป็นพลาสติก ถือว่าเป็นรุ่นที่ใช้ได้รุ่นหนึ่ง เสียงน่าจะใกล้เคียงกับ special 20 เลย ซึ่งก็ถือว่าเป็นอีกทางเลือกของมือใหม่ก็ว่าได้
Bluesmasterเป็นพลาสติก รุ่นนี้ก็เป็นอีกรุ่นที่น่าสนใจ เสียงใกล้เคียงกับ harp master แต่จะกังวาลกว่าเล็กน้อย มีรูปทรงที่เพรียวกว่ากันทำให้บางคนจับได้ถนัดมือกว่า
Promasterตัวเป็นโลหะคล้าย meisterklass แต่ราคาต่ำกว่า เสียงก็ค่อนไปทางใสกว่า ซึ่งก็แล้วแต่คนชอบ
Promaster valvedเหมือนกับรุ่น promaster แบบปกติยกเว้นรุ่นนี้จะติด valve ด้านในให้ ซึ่งจะทำให้สามารถเล่น valved bending แบบ chromatic harmonica ได้ มีสีเงินและทองให้เลือก
Manjiรุ่นนี้เป็นไม้ประกบกัน ทำให้ลดลมรั่วอย่างมาก และผิวก็ขัดเรียบ ดูทนทาน แถมเสียงก็ไม่ธรรมดา ดีกว่า marine band classic อย่างชัดเจน น่าจะเอาไปเทียบรุ่นกับ crossover ได้สูสี แถมราคาต่ำกว่าด้วย
Hammondเป็นรุ่นอัพเกรดของ promaster ที่เป็นสีดำ เสียงจะมีความกังวาลมากกว่าเล็กน้อย ซึ่งต้องคิดหนักราคาที่ต้องเพิ่มขึ้นมาก
Overdriveสุดยอดนวตกรรมของ Suzuki จุดเด่นก็คือจะมีรูให้เราอุดได้ทั้งบนและล่าง ทำให้น่าจะเป็นตัวเดียวที่สามารถเล่นได้ทั้ง normal bend, overbend และ valved bend ในตัวเดียวกัน เสียงจากตัวนี้ก็ถือว่าดีมาก แต่เนื่องจากเป็นพลาสติก เสียงจึงไม่อบอุ่นเท่าจากไม้ ข้อเสียก็คือ ไม่เหมาะสำหรับมือใหม่ที่ยังไม่รู้ว่า bending แต่ละแบบต่างกันอย่างไร ทำให้ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากมันได้ แถมต้องคอยระวังไม่ให้มือไปอุดรูโดยไม่ตั้งใจ ทำให้เสียงไม่ออกไปเฉยๆ
Fire breathตัวทำจากไม้ rosewood ที่เรียบ มีลมรั่วน้อย เสียงก็จะเป็นโทนอบอุ่นหน่อย ถ้าคนชอบแนวนี้ก็ต้องลงทุนกันหน่อย
Pure harpเป็นไม้ทั้งตัวและฝาครอบ ทำให้เสียงที่ได้ทุ้ม นุ่มนวล อบอุ่นมาก ไม้ rosewood ก็ทำมาเรียบ ลมรั่วน้อย แต่ก็ต้องลงทุนมากกว่า fire breath เสียอีก
Pipe hummingรุ่นที่ออกแบบได้แตกต่าง เอาไว้เล่น wah-wah ได้ง่ายๆโดยแค่ปิด-เปิดด้านข้าง ตัวเป็นพลาสติก เสียงก็ค่อนข้างดี แต่บางคนก็ไม่ชอบ เพราะเสียงมันออกมาแค่ทางเดียวคือช่องด้านข้าง ไม่เหมือนปกติที่ออกมาทางด้านหน้าเต็มๆ

TOMBO (LEE OSKAR)

เป็นอีกยี่ห้อที่เป็นที่นิยมและพอหาได้ในเมืองไทย ที่จริงน่าจะถือว่าเป็นยี่ห้อเดียวกัน เพราะ Lee Oskar ก็เขียนไว้ชัดเจนว่า Harmonica by Tombo ซึ่งว่ากันง่ายๆก็คือเป็นรุ่นหนึ่งของ Tombo นั่นเอง

Major boyเป็นรุ่นเดียวกับ Lee Oskar ซึ่งถ้าเป็น Lee Oskar ก็จะมีทั้ง major, melody maker, natural minor และ harmonic minor แต่ของ Tombo เองจะมีแค่ major กับ harmonic minor ซึ่งทั้งหมดจะคุณภาพใกล้เคียงกัน (ของ Tombo อาจจะดีกว่าเล็กน้อย) ตัวเป็นพลาสติก เสียงก็ใกล้เคียงกับ big river, blues harp แต่เนื่องจากการตั้งเสียงของ Tombo จะใช้แบบ equal tuning ดังนั้นความเป็นบลูส์ก็จะไม่ชัดเจน แต่ถ้าใช้เล่น melody ก็น่าสนใจ
Folk bluesตัวทำจากไม้ เสียงก็ประมาณ blues harp, folk master ส่วนคุณภาพก็ใกล้เคียงกัน
Ultimoตัวเป็นพลาสติก เสียงจะออกไปทางทุ้มมากกว่า น่าจะใกล้เคียงกับ special 20, harp master, blues master
Aero reedตัวเป็นโลหะ เสียงก็ออกไปทางใสแบบ meisterklass, promaster

Golden cup

ขอรวบตระกูล made in China มาไว้รวมกันแล้วกันครับ เพราะแต่ละตัวก็ใกล้เคียงกัน จะได้มีที่ไว้ดูรูปยี่ห้อแปลกๆกันบ้าง

Golden cupตัวเป็นพลาสติก ราคาประหยัด (ประมาณร้อยเดียว) เสียงก็สมราคา ซึ่งก็น่าจะใกล้เคียงกับ silver star แต่ก็ต้องทำใจเรื่องลมรั่วกันเล็กน้อย

Hering

ยี่ห้อหลังจากนี้น่าจะเริ่มหายากในบ้านเราแล้ว แต่ก็ยังเป็นยี่ห้อที่คนนิยมกัน มาเริ่มที่ Hering ก่อนก็แล้วกัน ยี่ห้อนี้ผลิตจาก Brazil คุณภาพก็ถือว่าดีทีเดียว แต่หายาก ส่วนตัวมีแค่รุ่นถูกคือ free blues แล้วก็รุ่น vintage เอง ส่วนรุ่นอื่นๆ ไม่สามารถแนะนำได้ครับ

Black blues
Delta blues
Free bluesตัวเป็นพลาสติก เสียงก็อยู่ในระดับพอใช้ ประมาณ big river
Golden blues
Handy blues
Hering blues
Master blues
RK-20
Super 20
Super GIG
Vintage harp 1923รูปลักษณ์สวยงาม เน้น vintage สมชื่อ ตัวทำจากไม้ที่แน่นหนา ลมรั่วไม่มาก เสียงก็อยู่ในระดับดี น่าจะใกล้เคียงกับ marine band deluxe

Seydel

ขอต่อกันอีกยี่ห้อแล้วกันครับ อันนี้จะออกแนวหรูหน่อย มาจากเยอรมันเหมือนกับ Hohner แต่ราคาสูงกว่า คุณภาพก็ดีกว่า ยังไม่มีโอกาสเห็นตัวเป็นๆสักที เลยให้ดูรูปไปพลางๆก่อนแล้วกันครับ

1847 Classic
1847 Silver
1847 Noble
Favorite
Favorite black
Session
Solist
Solist pro

การเลือกคีย์


ตอนนี้จะมาพูดถึงการเลือกกันบ้าง เพราะมีบางคนอยากซื้อมาลอง แต่ไม่รู้ว่าจะเลือกอย่างไรดี

ก็จะขอเริ่มจากเรื่องที่ง่าย คือการเลือกคีย์ก่อนก็แล้วกัน

 

หลังจากที่เราพอมีข้อมูลเบื้องต้นว่า harmonica มีหลายชนิดจากที่นี่  มาเล่น Harmonica กันเถอะ

เมื่อเราเลือกโทนเสียงได้แล้วว่าชอบแบบไหน สิ่งที่ควรพิจารณานอกจากยี่ห้อและรุ่นแล้ว ก็คือเรื่องการเลือกคีย์นั่นเอง

การเลือกคีย์จะไม่ค่อยสำคัญใน chromatic เนื่องจากมันเล่นคีย์ไหนก็ได้ แต่ละยี่ห้อเลยไม่ค่อยผลิตคีย์อื่นนอกจากคีย์ C เลยไม่ต้องคิดมาก

ส่วนใน diatonic และ tremolo จะมีโน้ตพื้นฐานตามคีย์ จึงควรเลือกคีย์ที่เหมาะสมในการเล่น จะได้เล่นได้ง่ายๆ

 

อย่างที่เคยเล่าให้ฟังว่า layout ของ harmonica มีหลายแบบ ทั้ง major, country, melody maker, minor แบบต่างๆ ตามนี้  Playing note

ซึ่งก็ทำให้ดูสับสนสำหรับมือใหม่ ก็ขอแนะนำว่า ถ้าจะซื้อตัวแรกๆ ควรเป็น layout แบบ major (Richter) จะดีกว่าเพราะมันเป็นแบบพื้นฐาน ไว้เก่งแล้วค่อยเลือกแบบอื่นมาลองซึ่งได้พูดถึงจุดเด่นๆของแต่ละแบบเอาไว้แล้ว

 

ต่อมาก็คือ เมื่อเราตั้งใจจะซื้อแบบ major แล้ว เราจะเลือกคีย์ไหนดีล่ะ ก็มีหลักง่ายๆดังนี้

  • พื้นฐานเลยก็คือ คีย์ C เนื่องจากเมื่อเล่นกับเครื่องดนตรีอื่น หรือเล่นตามโน้ต ก็ไม่ต้องแปลงโน้ต ไม่มีชาร์พ/แฟลตมากวนใจ แถมคลิปส่วนใหญ่ก็ใช้คีย์นี้สอน เสียงจะได้ตรงกัน อีกอย่างก็คือเป็นคีย์กลางๆ จะเล่นได้ง่ายกว่าคีย์ต่ำหรือคีย์สูง เช่น โน้ตต่ำๆของคีย์ G ก็จะเล่นได้ยาก ทำนองเดียวกัน โน้ตสูงๆของคีย์ F ก็เล่นได้ยากเหมือนกัน ยิ่งตอนหัด bending นี่จะยิ่งชัดเจนมาก
  • ถ้าเป็นประเภทเพอร์เฟค ทุนหนา หรือเล่นเป็นอาชีพ ก็เหมาหมดทั้ง 12 คีย์เลยก็ได้ หรือถ้าให้ดีก็เอาให้ครบ 14 คีย์ไปเลย (Low F & High G)
  • เลือกบางคีย์ที่น่าสนใจ ถ้าเป็นข้อนี้ก็คือเลือกตามกระแส ซึ่งก็ไม่ได้ยากตรงไหน ก็มาดูที่เพลงต่างๆที่เราชอบ หรือ ดูจากหนังสือเพลงก็ได้ว่าเพลงที่เราชอบเป็นคีย์อะไรบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่ถ้าจะเล่นไปกับเพลงที่ชอบ หรือเล่นกับคนอื่น โดยส่วนมากก็จะเป็นกีต้าร์ ซึ่งเพลงก็มักจะเป็นเพลงที่เล่นได้ง่ายๆ ดังนั้นจึงพบว่า คีย์ที่ใช้บ่อยๆที่ควรมีก็คือ C, G, D, A นั่นเอง ส่วนคีย์อื่นจะเจอได้น้อยกว่านี้เช่น F, Bb ซึ่งก็เป็นคีย์ที่พอหาได้บ้างในบ้านเรา
  • บางคนก็ชอบเล่นทีละสองตัว โดยเฉพาะ tremolo นี่เยอะมาก ก็เลือกตัวที่ต่างกันครึ่งเสียง เช่น C กับ C#(Db) จะได้ใช้ตัว C เล่นโน้ตปกติ และใช้ตัว C#(Db) เล่นเสียงชาร์พ/แฟลต จะได้ไม่ต้องมีหลายตัว แถมดูโปรด้วย เล่นทีละสองตัว ซึ่งบางรุ่นก็จะขายรวมกันพร้อมกระเป๋าก็มี หรือบางรุ่นเอาสองคีย์มารวมอยู่ในตัวเดียวกันเลยก็มี เช่น Yamaha ss 220 หรือ Tombo S-50 ก็จะคล้าย tremolo แต่แถวล่างเป็นคีย์ C แถวบนเป็นC# ก็สะดวกกว่าถือสองตัว
  • เลือกตามเสียงของตัวเอง ว่าเสียงตัวเองร้องคีย์ไหนเพราะ ก็เอาตามนั้น ก็จะสนุกดีเพราะจะได้เล่นสลับกับร้อง คนรอบข้างไม่เบื่อ (หรืออาจจะเบื่อกว่าเดิมก็ได้)
  • เลือกเป็นระบบ เพราะถ้าหัดไปซักพัก ก็จะพบว่า harmonica ไม่ได้เล่นได้เฉพาะคีย์นั้นๆ ยังสามารถเล่นคีย์อื่นได้ด้วย เช่น คีย์ C ก็อาจจะใช้เล่นคีย์ G D หรือ F ก็ไม่ยากมาก ดังนั้นถ้าซื้อเป็นกลุ่ม ก็จะประหยัดกว่าซื้อมันทุกคีย์ ซึ่งถ้าจะจัดเป็นกลุ่มๆ ตามนี้ แล้วซื้อเฉพาะกลุ่มนั้นๆ ก็น่าจะเล่นได้ทุกคีย์
  1. C   A   F#   Eb
  2. G   E   Db   Bb
  3. D   B   Ab   F

หวังว่าคงมีส่วนช่วยในการตัดสินใจนะครับ

 

 

Love me do: Part III


และแล้วก็กลับมาที่เพลงเดิมครับ ยังไม่จบ

หลังจากที่ได้หัด bending แล้ว เราก็มาต่อกันให้จบเพลงกันดีกว่า

วิธีเล่นก็ตามในคลิปเลยครับ

3>   3bb   3bb  3>  2b

2b  3>   2bb  2>  1

(2 รอบ)

2  2  2  2

2  4>   3

เหมือนเดิมครับ

2 = ดูดช่อง2

4> = เป่าช่อง4

2b = bending ช่อง2 ครึ่งเสียง (ฟาชาร์พ)

3bb = bending ช่อง3 เต็มเสียง (ลา)

ต้องบอกว่า ยากกว่าเดิมแล้วนะครับ พยายามกันหน่อย

Note Bending


ตอนนี้ก็จะมาว่ากันถึงเรื่องที่หลายคนอยากจะรู้มากว่าเล่นยังไง เพราะเรื่อง bending มันเป็นเอกลักษณ์ของ harmonica เลยก็ว่าได้

เรื่อง bending นี่ จะว่าไปแล้วก็ต้องบอกว่า อธิบายให้เข้าใจได้ค่อนข้างยาก เพราะมันมองไม่เห็น แถมส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นเรื่องที่ทำได้แต่ไม่รู้จะบอกต่อยังไง ถ้าไม่เข้าใจก็ลองถามมาดูแล้วกันครับ

bending คือการที่เราจะเล่นเสียงโน้ตที่ไม่มีใน harmonica ซึ่งอาจจะแบ่งได้ดังนี้

  • normal bend
  • valve bend
  • overbend

ที่จะพูดถึงในตอนนี้ก็คือ normal bend นั่นเอง

ก่อนอื่นต้องกลับไปที่โน้ตพื้นฐานก่อน

จะเห็นว่า โน้ตที่มีมันไม่ครบ ซึ่งถ้าอยากให้ครบต้องอาศัย bending ช่วย

ซึ่ง normal bending จะเป็นการที่ทำให้เราเล่นโน้ตจากเสียงเป่าและดูดไปพร้อมๆกัน ผลที่ได้ก็คือ จะได้โน้ตที่อยู่ระหว่างนั้น

ยอตัวอย่างเช่น ช่องที่ 4 มีโน้ตโด กับ เร ดังนั้นเราจะ bend ได้เสียงโดชาร์พ หรือ เรแฟลต (ตัวเดียวกัน แต่เรียกต่างกัน; enharmonic note)

หลักการในการเล่น จะขอข้ามเรื่องทางเดินของลม การสั่นของลิ้น การปรับหลอดลมและกล่องเสียง ฯลฯ ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นฟิสิกส์แทน เดี๋ยวจะยิ่งงง

ขอสรุปเป็นข้อๆไปแล้วกันนะครับ เพราะเรียงไม่ถูกเหมือนกัน

  • ข้อแรกสุด สำคัญมากคือ ต้องเล่นโน้ตเสียงเดียวได้เป็นอย่างดี เพราะขนาดให้ bend แค่เสียงเดียวยังจะแย่ ถ้าถ้าหลายช่องก็ไม่ต้องพูดถึงเลย ถ้าข้อนี้ยังไม่ผ่านให้กลับไปที่นี่ก่อนนะครับ  Embouchure: เล่น single note
  • ไม่ว่าจะใช้วิธีเล่นโน้ตเสียงเดียวแบบไหน ก็สามารถ bend ได้ทุกวิธี แต่สำหรับมือใหม่ แนะนำให้ใช้วิธีที่ไม่ต้องใช้ลิ้น เพราะจะสามารถใช้ลิ้นมาช่วย ทำให้เล่นได้ง่ายกว่า พอเล่นได้แล้วค่อยเปลี่ยนก็ยังไม่สาย
  • พยายามเล่นอย่าให้มีลมรั่วออกมา โดยเฉพาะปากและจมูก จะเล่นได้ง่ายขึ้น
  • อาจจะเอียง harmonica ขึ้นเล็กน้อย ทำให้ทิศทางลมที่ใช้เปลี่ยนไป ก็จะเล่นได้ง่ายขึ้น
  • การ bend ไม่จำเป็นต้องออกแรงมาก สามารถเล่นเบาๆได้ ถ้าเล่นถูกวิธี
  • เริ่มจากลองออกเสียง “อี” ยาวๆ แล้วเปลี่ยนเป็นออกเสียง “อู” หรือ “ยู”
  • ถ้าพอได้แล้ว เปลี่ยนจากออกเสียงเป็นสูดหายใจเข้าแทน ให้จินตนาการว่าออกเสียงอยู่ด้วย
  • ถ้าได้แล้วจึงมาฝึกกับ harmonica
  • ถ้ายังไม่ได้ ให้ลองผิวปาก เริ่มจากเสียงที่เป่าง่ายแล้วค่อยๆลดเสียงให้ต่ำลงจนต่ำที่สุด จำความรู้สึกนั้นแล้วมาลองกับ harmonica
  • ควรจะมีเสียงที่ต้องการอยู่ในใจก่อน แล้วค่อยเล่นตาม อาจจะใช้เสียงจากคลิปที่สองของที่นี่  โน้ตบน Diatonic Harmonica
  • ใจเย็น ไม่ต้องรีบร้อน อาจต้องหัดกันเป็นเดือนก็ได้
  • ช่องที่เริ่มหัดง่ายๆ ก็คือช่อง 4 และช่อง 1 ถัดมาคือช่อง 6
  • ลืมบอกไปว่า ช่องที่ 1-6 จะใช้การดูด ส่วนช่องที่ 7-10 จะใช้การเป่า

ส่วนโน้ตที่ได้ก็ตามนี้เลย

แล้วก็มาถึงคลิปกันบ้าง ถ้าไม่เข้าใจก็ถามได้นะครับ เพราะมันอธิบายยากจริงๆ ส่วนเสียงที่ควรต้องเล่นได้คือ ฟา (ช่อง2) และ ลา (ช่อง3) จะได้ไล่โน้ตครบกันเสียที

Embouchure: เล่น single note


ขั้นต่อไปก็ต้องว่ากันถึงเรื่องที่ยากขึ้นมาอีกหน่อย

เรื่องที่ว่าก็คือ Embouchure นั่นเอง

บางคนอาจจะไม่รู้จักว่ามันคืออะไร ทั้งๆที่เป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับเครื่องเป่า

ถ้าให้เข้าใจง่ายๆแล้ว Embouchure ก็คือเทคนิคการวางปาก ซึ่งคนเล่นเครื่องเป่าต้องให้ความสำคัญ ยกตัวอย่างเช่น saxophone, clarinet หรือ trumpet ถ้าวางปากไม่ถูกต้อง ก็จะเล่นได้ยาก หรือเสียงอาจจะไม่เพราะเท่าที่ควร

กลับมาที่ harmonica การวางปากที่เหมาะสม ก็จะทำให้เล่น single note ได้ดี ซึ่งเท่าที่ทราบ มีหลายวิธี ดังนี้

  1. Pucker เป็นวิธีที่เล่นง่ายที่สุด โดยการทำปากให้เล็กหรือคล้ายตอนผิวปาก พยายามเล่นให้ได้เพียงช่องเดียว
  2. Lip blocking คล้ายกับวิธีแรก แต่จะอม harmonica ลึกกว่า แล้วอาศัยการเอียง harmonica เฉียงขึ้น แล้วใช้ริมฝิปากล่างช่วยปิดช่องด้านข้างที่ไม่ต้องการ
  3. Tongue blocking จะเริ่มจากการอม harmonica ประมาณ 3-4 ช่อง แล้วใช้ลิ้นอุดด้านใดด้านหนึ่ง ส่วนมากจะอุดสามช่องทางซ้าย แล้วเหลือแค่ช่องด้านขวาเพียงช่องเดียว
  4. U blocking คล้ายกับ tongue blocking แต่ให้ห่อลิ้นให้เป็นตัว U แล้วจึงใช้ลิ้นอุดช่องซ้าย-ขวาที่ไม่ต้องการ แต่วิธีนี้จะไม่สามารถใช้ได้ทุกคน ขึ้นอยู่กับลิ้นของแต่ละคนว่าจะห่อเป็นตัว U ได้หรือไม่ เพราะบางคนก็ห่อลิ้นไม่ได้

โดยส่วนตัวแล้ว วิธีการเล่น single note มีแค่สองวิธีหลัก

วิธีแรกคือการใช้ปาก ซึ่งถ้าลองเล่นไปสักพักจะพบว่า วิธีที่ 1 และ 2 แทบจะคล้ายกันมาก จนเกือบเป็นวิธีเดียวกัน และเป็นวิธีที่ง่ายมากสำหรับมือใหม่ ส่วนตัวใช้วิธีนี้เป็นหลัก

อีกวิธีก็คือการใช้ลิ้น ซึ่งขอข้ามวิธีสุดท้ายเนี่องจากอยู่ในพวกห่อลิ้นไม่ได้ วิธีนี้เสียงจะดีกว่าเล็กน้อยเนื่องจากอมได้ลึกกว่า และยังเล่นเทคนิคพิเศษได้ แต่ก็ยากในการฝึกมากกว่า ส่วนตัวไม่ค่อยได้ใช้มากนัก

ถ้าให้แนะนำก็ใช้ปากก่อนจะง่ายกว่ามาก หรือจะหัดทั้งสองแบบก็ไม่ผิดอะไร

 

ลืมบอกไปว่า diatonic เวลาดูดช่องที่2 และ 3 อาจจะยากเล็กน้อย เนื่องจากสองช่องนี้จะ bend ได้เยอะ เกือบทุกรุ่นมักจะปรับให้ bend ง่ายแต่เสียงปกติจะยากเล็กน้อย เริ่มต้นพยายามอย่าดูดแรง และ ให้ลิ้นราบที่สุด อาจให้ปลายลิ้นแตะฟันล่างช่วยด้วยจะออกเสียงง่ายขึ้น

 

 

 

ส่วน tremolo และ chromatic ก็ใช้หลักการเดียวกัน โดยเฉพาะ tremolo จะเล่นได้ง่ายมาก เพราะถึงเราไม่ได้เล่นแค่ช่องเดียว แต่ช่องด้านข้างซ้าย-ขวา ก็ไม่ทำให้เกิดเสียงอื่นรบกวนอยู่ดี เนื่องจากช่องจะเป็น ดูด-เป่า-ดูด-เป่า สลับกันไปเรื่อยๆ ดังนั้น ถ้าเราจะเป่าช่องที่ 7, ช่องที่ 6 กับ 8 ก็จะเป็นดูด ซึ่งไม่มีทางที่จะเล่นพร้อมกันได้อยู่แล้ว

Love me do: Part I-II


บางคนคงจะเริ่มเบื่อว่าโม้อะไรมากมาย ไม่เห็นจะเข้าใจเลย ก็แวะมาตรงนี้เลยครับ

มาลองหัดเล่นเพลงแรกกันเลยดีกว่า ไม่ต้องมีเทคนิคพิเศษก็เล่นได้ หรือถ้าเก่งแล้ว กลับมาหัดใหม่ก็จะเล่นได้เพราะขึ้น

เพลงนี้น่าจะรู้จักกันดี Love me do ของสี่เต่าทองนั่นเอง

การเล่นเพลงนี้ ไม่ต้องสนใจเรื่องการเล่น single note นะครับ เพราะเล่นแบบมีเสียงประสาน (เล่นมากกว่าหนึ่งช่อง) จะเพราะกว่า

เริ่มจาก intro กันก่อน

วิธีเล่นก็ประมาณนี้ครับ

4    4>    3    2 2 2

4 4 4    4> 4> 4>    3    22

(2 รอบ)

โดยตัวเลข ให้เล่นช่องนั้นๆ (อย่าลืมว่าไม่ต้องเป๊ะๆ ไม่ต้องช่องเดียวก็ได้ เพราะกว่า)

ถ้าตัวเลขเฉยๆ ให้ดูดช่องนั้น แต่ถ้ามี > ต่อท้าย ก็ให้เป่าช่องนั้น เช่น

3 = ดูดช่อง 3

4> = เป่าช่อง 4

คงไม่งงนะครับ

ต่อมาเป็นท่อนร้อง ก็เล่นแบบนี้

เล่นแบบนี้ครับ

4    4    5    6>

5    4 4 4 4    5    6>

5    4 4    5    6>

4    5>

2 2 2 2

ไม่ยากอีกแล้วครับ ลองดู